วิดีโอนี้เป็นตอนที่ 5 ของซีรีส์ศึกษาพระคัมภีร์เรื่อง โยบ โดยเน้นไปที่การสนทนารอบที่ 2 ซึ่งบรรยากาศมีความตึงเครียดและดุเดือดขึ้นกว่ารอบแรกอย่างมาก โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:
-
การเปลี่ยนไปของเพื่อนทั้งสามคน (01:20 - 05:24): เพื่อนของโยบทั้ง 3 คน คือ เอลิฟัส, บิลดัด, และ โสฟาร์ ยังคงยึดติดกับกรอบความเชื่อเดิมที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” และพยายามยัดเยียดความผิดให้โยบเพื่อให้สมกับทฤษฎีของพวกเขา แทนที่จะเป็นผู้ปลอบประโลมเหมือนในรอบแรก
-
ปราสาททรายแห่งความเชื่อ (53:24 - 55:51): วิทยากรเปรียบเทียบกรอบความเชื่อที่ตายตัวของเพื่อนๆ ว่าเป็นเหมือน ปราสาททราย ที่กำลังถูกน้ำขึ้นมาเซาะรากฐาน เพราะสถานการณ์จริงของโยบขัดแย้งกับหลักการที่พวกเขาเชื่อ เพื่อนๆ จึงพยายามอุดรอยรั่วด้วยคำต่อว่าที่รุนแรงเพื่อรักษาความเชื่อของตนเองไว้
-
มุมมองของโยบและการเปลี่ยนแปลง (56:47 - 01:13:08):
ทางตัน: โยบเริ่มพบว่าหลักความเชื่อเดิมมีช่องโหว่และไม่สามารถอธิบายความทุกข์ที่เขากำลังเผชิญได้ การหาทางออก: โยบเริ่มมองหาสิ่งที่เหนือกว่าความเข้าใจของมนุษย์ โดยเรียกร้องขอ “ผู้ไถ่” หรือ “พยานในสวรรค์” มาเป็นคนกลางเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขา (01:01:05 - 01:01:56) การเห็นรูรั่ว: โยบเริ่มตระหนักว่าความยุติธรรมของพระเจ้านั้นอาจซับซ้อนและยิ่งใหญ่เกินกว่าสติปัญญามนุษย์จะจำกัดไว้ในกรอบได้ สรุปภาพรวม: สถานการณ์ที่เลวร้ายของโยบในรอบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความทุกข์ทรมาน แต่เป็นช่วงเวลาที่เขากำลัง “เอ๊ะ” และก้าวข้ามผ่านความเชื่อแบบเดิมๆ ไปสู่ความเชื่อที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในพระเจ้า แม้ว่าตอนนี้ความเชื่อของเพื่อนๆ จะยังคงแข็งกระด้าง แต่ในตอนถัดไป (รอบที่ 3) ปราสาททรายแห่งความเชื่อของเพื่อนๆ จะเริ่มพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ (01:15:32 - 01:16:04)
- ปัญหาของการลดทอนความซับซ้อนของชีวิต การพยายามสรุปชีวิตให้เหลือแค่ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ทำให้เรามองไม่เห็นความเป็นจริงที่ซับซ้อน เมื่อชีวิตเจอวิกฤตที่อธิบายด้วยตรรกะนี้ไม่ได้ แทนที่เราจะเปิดใจเรียนรู้ เรากลับกลายเป็นการ “โทษคนอื่นหรือโทษสถานการณ์” เพื่อให้ทฤษฎีเดิมของเรายังคงอยู่
- กับดักของการตีกรอบพระเจ้า ตามสมการของเพื่อนโยบ จะกระทบความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าอย่าย่ งไร การกำหนดว่าพระเจ้า “ต้อง” ตอบแทนเราแบบนั้นแบบนี้เสมอ เป็นการเอาตรรกะมนุษย์ไปจำกัดความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามสมการ เราจะเริ่มสงสัยในความยุติธรรมของพระองค์หรือความรักของพระองค์ ทำให้ความสัมพันธ์กับพระเจ้าสั่นคลอนแทนที่จะวางใจในพระองค์
- มีความคิดแบบใดบ้างที่เราอาจเคยเผลอใช้เพื่อตัดสินคนอื่นอย่าย่ งไม่รู้ม่ รู้ตัว ที่มีลักษณะของความเชื่อแบบเพื่อนๆของโยบ ประสบการณ์ลี้ลับ ปัญญาบรรพบุรุษ สติปัญญาอันเป็นเหตุเป็นผลของตน ฯลฯ เรามักจะเผลอใช้ตรรกะแบบเพื่อนโยบ เช่น: ด่วนสรุปจากผลลัพธ์: เห็นคนลำบากก็เดาว่าเขาต้องเคยทำอะไรผิดมาแน่ๆ อ้างประสบการณ์ส่วนตัว: เชื่อว่า “ฉันทำแบบนี้แล้วรอด คนอื่นก็ต้องรอดเหมือนกัน ถ้าไม่รอดคือเขาทำไม่ดีพอ” ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก: การมองว่าใครที่ประสบความสำเร็จแสดงว่าพระเจ้าอวยพร ส่วนใครที่ล้มเหลวแสดงว่าเขากำลังถูกพระเจ้าลงโทษ 4.เมื่อกฏแห่งการกระทํา ล้มเหลวในการอธิบายเรื่องการเผชิญความทุกข์ของโยบ การ สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนจะเปลี่ยนมุมมอง หรือ ตอบเรื่องนี้แทนได้อย่าย่ งไร ไม้กางเขนเปลี่ยนมุมมองเรื่องความทุกข์อย่างสิ้นเชิง เพราะพระเยซูเป็นผู้บริสุทธิ์แต่กลับต้องทนทุกข์และสิ้นพระชนม์อย่างไม่เป็นธรรม คำตอบคือความรัก: ความทุกข์ไม่ได้เท่ากับการทำบาปเสมอไป พระเจ้าอยู่กับเรา: กางเขนบอกเราว่าพระเจ้าทรงเข้าใจและ “ร่วมทนทุกข์” ไปกับเรา ไม่ใช่แค่ผู้คอยตัดสินตามสมการ แต่เป็นผู้ไถ่ที่อยู่เคียงข้างในยามที่เราเจอเรื่องไม่เป็นธรรม
บทวิเคราะห์เชิงศาสนศาสตร์และวรรณกรรมจากพระคัมภีร์โยบ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลักตามที่ท่านสอบถาม ดังนี้ครับ
1. กรอบคิดทางศาสนศาสตร์ของเพื่อนๆ โยบ (เอลีฟัส, บิลดัด และโซฟาร์)
กรอบคิดของเพื่อนทั้งสามคนยืนอยู่บนบนฐานของ “ศาสนศาสตร์เรื่องการตอบแทนแบบกฎแห่งกรรม” (Retributive Justice / Deuteronomistic Theology) อย่างเข้มงวด ซึ่งมีหลักการสำคัญดังนี้คือ:
- พระเจ้าทรงยุติธรรมอย่างสมบูรณ์: พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าทรงตอบแทนคนชอบธรรมด้วยพระพรและความมั่งคั่ง และทรงลงทัณฑ์คนอธรรมด้วยความทุกข์ยากอย่างตรงไปตรงมา
- สมการแห่งความทุกข์: สำหรับพวกเขา สมการนี้สลับที่กันได้เสมอ หากโยบทุกข์ทรมานอย่างหนัก (ผล) แสดงว่าโยบต้องทำบาปอย่างร้ายแรงแอบซ่อนอยู่ (เหตุ)
- พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลงและคาดเดาได้: พวกเขามองพระเจ้าผ่านกรอบกฎเกณฑ์ที่ตายตัว หากกลับใจใหม่ พระเจ้าจะทรงอวยพรทันที กรอบคิดนี้ไม่ได้เหลือพื้นที่ให้กับการทนทุกข์ของคนผู้บริสุทธิ์ (Innocent Suffering) หรือความล้ำลึกของพระเจ้าเลย
2. ภาษาภาพ (Metaphor) ของเพื่อนๆ กับการสะท้อนความจำกัดของกรอบคิด
เพื่อนๆ ของโยบมักใช้ภาษาภาพที่รุนแรง เฉียบขาด และหยิบยืมมาจากโลกธรรมชาติหรือวิถีชีวิตทั่วไป เพื่อกดดันให้โยบยอมรับผิด ซึ่งภาษาภาพเหล่านั้นกลับย้อนมา สะท้อนความจำกัดและคับแคบ ในมุมมองของพวกเขาเอง ดังนี้:
-
ภาพการหว่านและการเก็บเกี่ยว (เอลีฟัส - โยบ 4:8): “พวกที่ไถความชั่วช้า และหว่านความลำบาก ก็เก็บเกี่ยวสิ่งอย่างนั้น”
-
ความจำกัด: ภาพนี้มองชีวิตเป็นเกษตรกรรมที่เป็นระบบเกินไป สะท้อนว่าพวกเขา มองไม่เห็นความอยุติธรรมในโลกแห่งความจริง ที่บางครั้งคนชั่วกลับได้ดี และคนดีกลับต้องสูญเสีย
-
ภาพใยแมงมุม (บิลดัด - โยบ 8:14): เขาเปรียบความไว้ใจของคนอธรรมว่าเปรียบเสมือน “ใยแมงมุม” ที่พังทลายง่าย
-
ความจำกัด: สะท้อนกรอบคิดที่ ขาดความเห็นอกเห็นใจ (Lack of Empathy) มองความพยายามในการรักษาความชอบธรรมของโยบเป็นเพียงสิ่งเปราะบางและไร้ค่า โดยไม่สนใจความจริงใจในความเชื่อของโยบเลย
-
ภาพไฟที่ดับมอดและความมืด (โซฟาร์/บิลดัด - โยบ 18:5-6): “สว่างของคนอธรรมจะดับลง”
-
ความจำกัด: เป็นภาพที่ขาว-ดำ ตัดกันชัดเจน สะท้อนว่ากรอบคิดของพวกเขา ไม่มีพื้นที่สีเทา หรือความลึกลับซับซ้อนของชีวิต มนุษย์ในมุมมองของพวกเขาจึงมีแค่ “คนดีที่สมบูรณ์แบบ” หรือ “คนบาปที่ต้องถูกทำลาย” เท่านั้น
3. ภาษาภาพของโยบที่ “สะเทือนใจที่สุด”
ในบรรดาการตัดพ้อและโต้ตอบของโยบ ภาษาภาพที่ทรงพลังและสะเทือนใจที่สุดชิ้นหนึ่ง คือ “ภาพพระเจ้าทรงตั้งโยบไว้เป็นเป้าซ้อมยิงธนู” และ “ภาพพระเจ้าทรงจู่โจมดั่งนักรบ/สัตว์ร้าย” ใน โยบ 16:12-14
“ข้าพเจ้าอยู่สบายดี แต่พระองค์ทรงหักข้าพเจ้าเป็นชิ้นๆ… พระองค์ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้เป็นเป้าของพระองค์ ลูกธนูของพระองค์รุมล้อมข้าพเจ้าอยู่… พระองค์ทรงทะลวงข้าพเจ้าด้วยแผลซ้อนแผล พระองค์ทรงวิ่งเข้าใส่ข้าพเจ้าอย่างนักรบ”
ทำไมภาพนี้จึงสะเทือนใจที่สุด?
- การเปลี่ยนสถานะจาก “มิตร” เป็น “ศัตรู”: สำหรับโยบ สิ่งที่เจ็บปวดกว่าการสูญเสียทรัพย์สินหรือบุตร คือความรู้สึกว่า พระเจ้าผู้ที่เขาเคยรักและภักดี กลับกลายมาเป็นผู้ล่า ที่จ้องจะทำลายเขาโดยไม่มีเหตุผล
- ความหมดหนทางและไร้ทางสู้: ภาพของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่เจ็บป่วยและบอบช้ำ แต่กลับถูก “นักรบผู้ยิ่งใหญ่” หรือ “พลธนู” รุมระดมยิงเข้าใส่แผลแล้วแผลเล่า มันสื่อถึงความอยุติธรรมอย่างที่สุดและความทุกข์ทรมานที่ไม่มีทางหนีพ้น
- ความโดดเดี่ยวทางจิตวิญญาณ: พระเจ้ายิงธนูใส่เขาจากความมืดโดยไม่ยอมตรัสอธิบายอะไรเลย ภาพนี้สะท้อนภาวะ “คืนอันมืดมิดของจิตวิญญาณ” (Dark Night of the Soul) ที่มนุษย์คนหนึ่งรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งและถูกพิพากษาโดยพระเจ้าที่เขาไว้วางใจที่สุด
แม้ว่าโยบจะตัดพ้อต่อว่าพระเจ้าด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส (ดังภาพเป้าซ้อมยิงธนู) แต่ท่ามกลางความมืดมิดนั้น จิตวิญญาณของโยบกลับปรากฏ “แสงสว่างแห่งความหวัง” ที่ประกายออกมาเป็นระยะ และนี่คือคำพูดของโยบที่สะท้อนความหวังอย่างทรงพลังและลึกซึ้งที่สุดครับ
1. ภาษาภาพ: “ผู้ไถ่ของข้าพเจ้าทรงพระชนม์อยู่” (โยบ 19:25-27)
นี่คือหนึ่งในถ้อยคำที่โด่งดังและสะท้อนความหวังสูงสุดของโยบ ท่ามกลางร่างกายที่กำลังเน่าเปื่อยด้วยโรคร้าย โยบประกาศว่า:
“เพราะข้าพเจ้ารู้ว่า พระผู้ไถ่ของข้าพเจ้าทรงพระชนม์อยู่ และในที่สุดพระองค์จะทรงยืนอยู่บนแผ่นดินโลก และหลังจากผิวหนังของข้าพเจ้าถูกทำลายไปอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้าจะเห็นพระเจ้าในเนื้อหนังของข้าพเจ้า…”
ความหวังที่ซ่อนอยู่:
- ความหวังใน “ผู้ไถ่” (Go’el): ในวัฒนธรรมฮีบรู “ผู้ไถ่” คือญาติสนิทที่มีหน้าที่ทวงคืนความยุติธรรม ปลดหนี้ หรือกู้ศักดิ์ศรีให้ โยบหวังว่าแม้เพื่อนๆ จะปรักปรำ และโลกจะหันหลังให้ แต่ในที่สุดจะมี “ผู้ไถ่” (ซึ่งโยบหมายถึงพระเจ้าเองในฐานะพยานผู้บริสุทธิ์) มาประกาศความบริสุทธิ์ให้แก่เขา
- ความหวังที่ชนะความตาย: โยบเชื่อมั่นว่า แม้ร่างกายของเขาจะสูญสิ้นไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเขาจะได้ “เห็นพระเจ้า” ด้วยตาของเขาเอง เป็นความหวังในความสัมพันธ์ที่จะได้รับการฟื้นฟู แม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต
2. ภาษาภาพ: “ทองคำบริสุทธิ์หลังการหลอม” (โยบ 23:10)
ในตอนที่โยบรู้สึกว่าพระเจ้าทรงซ่อนพระพักตร์ (เดินไปทางซ้ายก็ไม่พบ ทางขวาก็ไม่เห็น) เขากลับพูดประโยคที่เต็มไปด้วยความทะลุปรุโปร่งทางความเชื่อว่า:
“แต่พระองค์ทรงทราบทางที่ข้าพเจ้าไป เมื่อพระองค์ทรงทดสอบข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะเป็นดั่งทองคำ”
ความหวังที่ซ่อนอยู่:
- ความทุกข์ที่มีเป้าหมาย: โยบเปลี่ยนมุมมองต่อความทุกข์ทรมาน จากเดิมที่มองว่าเป็น “การโจมตีจากศัตรู” มาเป็น “เตาหลอมของช่างทอง”
- ความหวังในเนื้อแท้ของตนเอง: ภาพนี้สะท้อนความหวังว่า ความเชื่อและความบริสุทธิ์ของเขาจะไม่ถูกทำลายด้วยความทุกข์ยาก แต่ความทุกข์จะพิสูจน์ว่าเขาคือ “ของจริง” และในที่สุดเขาจะก้าวออกมาด้วยความบริสุทธิ์งดงามดั่งทองคำที่ไร้ตำหนิ
3. ภาษาภาพ: “ตอไม้ที่มีหวังจะแตกหน่อใหม่” (โยบ 14:7-9)
แม้ในบทนี้ (บทที่ 14) โยบจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างหดหู่เกี่ยวกับความไม่จีรังของมนุษย์ แต่เขาได้ทิ้งภาษาภาพที่งดงามเกี่ยวกับธรรมชาติไว้:
“ด้วยว่าต้นไม้ยังมีหวัง ถ้ามันถูกตัดลง มันจะแตกหน่ออีก… แม้ว่ารากของมันจะแก่ลงในดิน และตอของมันตายในผงคลี แต่พอได้กลิ่นน้ำ มันจะแตกกิ่งก้าน และออกช่อเหมือนต้นไม้อ่อน”
ความหวังที่ซ่อนอยู่:
- ความหวังในพลังแห่งชีวิต: โยบเปรียบชีวิตที่พังทลายของเขาเหมือน “ตอไม้ที่แห้งตาย” แต่ลึกๆ แล้ว เขายังมีความหวังใน “น้ำ” (พระคุณและการพลิกฟื้นจากพระเจ้า) ว่าหากน้ำนั้นมาถึง แม้สภาวะที่ดูเหมือนตายไปแล้ว ก็สามารถกลับมามีชีวิตและเขียวขจีได้อีกครั้ง ซึ่งภาพนี้ได้กลายเป็นความจริงในตอนท้ายของหนังสือโยบ
ข้อสังเกตเชิงศาสนศาสตร์: ความหวังของโยบไม่ได้เกิดจากการที่เขา “เข้าใจ” ว่าทำไมตนเองถึงทุกข์ (เพราะพระเจ้าไม่ได้บอกเรื่องซาตานกับโยบเลย) แต่เป็น ความหวังที่ตั้งอยู่บนพระลักษณะของพระเจ้า ว่าในท้ายที่สุด พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมจะไม่อยู่เงียบตลอดไป และความจริงจะปรากฏครับ

นี่คือสรุปคำกล่าวโทษของเพื่อนทั้ง 3 คนที่มีต่อโยบแบบสั้นๆ กระชับครับ:
- เอลีฟัส (Eliphaz) — กล่าวโทษเรื่อง “ความใจดำและการกดขี่”: เขากล่าวหาว่าโยบเป็นคนหน้าซื่อใจคด เบื้องหน้าทำเป็นคนดี แต่เบื้องหลังแอบใช้อำนาจโกงพี่น้อง ใจดำไม่ช่วยคนหิว และกดขี่รังแกหญิงม่ายกับลูกกำพร้า (ยัดเยียดข้อหาเพื่อให้เข้ากับความทุกข์ที่โยบได้รับ)
- บิลดัด (Bildad) — กล่าวโทษเรื่อง “ความไม่สัตย์ซื่อและการปกป้องลูกที่ทำบาป”: เขากล่าวหาว่าลูกๆ ของโยบตายเพราะทำบาปสมควรแก่โทษแล้ว และการที่โยบยังปากแข็งยืนยันว่าตัวเองบริสุทธิ์ เท่ากับเป็นการกล่าวหาว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรมและไร้ระเบียบกฎเกณฑ์
- โซฟาร์ (Zophar) — กล่าวโทษเรื่อง “ความเย่อหยิ่งและปากดี”: เขากล่าวหาว่าโยบเป็นคนโอหัง พูดมาก และหลงตัวเองที่คิดว่าตนเองบริสุทธิ์ต่อพระพักตร์พระเจ้า เขายืนยันว่าโทษที่โยบได้รับในตอนนี้ ยังน้อยกว่าความบาปจริงที่โยบแอบทำเสียด้วยซ้ำ

เอลีฟัสมีกรอบคิดที่มองมนุษย์ในแง่ลบและต่ำต้อยอย่างมากเมื่อเทียบกับความบริสุทธิ์ของพระเจ้า โดยเขาสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับมนุษย์ไว้ 3 ประเด็นหลักๆ ดังนี้ครับ:
- มนุษย์เป็นสิ่งสร้างที่เปราะบางและต่ำต้อย: เขาเปรียบเทียบมนุษย์ว่าอาศัยอยู่ใน “เรือนดินเหนียว” (โยบ 4:19) มีฐานรากเป็นเพียงผงคลีดิน และถูกบดขยี้ได้ง่ายยิ่งกว่าตัวมอด มนุษย์ไม่มีความจีรังยั่งยืน เกิดมาแล้วก็ตายไปอย่างรวดเร็วโดยไม่มีปัญญาแท้จริง
- ไม่มีมนุษย์คนไหนบริสุทธิ์ต่อหน้าพระเจ้าได้: เอลีฟัสเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีมลทินโดยธรรมชาติ เขากล่าวว่า “มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าที่เขาจะสะอาดได้?…” (โยบ 15:14) ขนาดทูตสวรรค์หรือดวงดาว พระเจ้ายังทรงพบข้อบกพร่อง นับประสาอะไรกับมนุษย์ที่ดื่มความชั่วช้าเหมือนดื่มน้ำ
- มนุษย์ไม่ได้มีค่าอะไรในเชิงผลประโยชน์ต่อพระเจ้า: เขามองว่าความดีหรือความบาปของมนุษย์ไม่ได้กระทบต่อพระเจ้าเลย มนุษย์จะชอบธรรมหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้พระเจ้าทรงได้กำไรหรือขาดทุน เพราะพระองค์ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง (“มนุษย์จะเป็นประโยชน์แก่พระเจ้าได้หรือ?” - โยบ 22:2)
สรุปสั้นๆ คือ เอลีฟัสคิดว่า มนุษย์นั้นทั้งต่ำต้อย เปราบาง และเต็มไปด้วยความบาป จนไม่มีทางที่มนุษย์คนไหน (รวมถึงโยบ) จะกล้าอวดอ้างความชอบธรรมหรือไปโต้เถียงกับพระเจ้าได้เลยครับ

ในสายตาของเอลีฟัส “คนอธรรม” คือผู้ที่ท้าทายและกบฏต่อพระเจ้า ซึ่งท้ายที่สุดจะต้องเผชิญกับจุดจบที่น่าสยดสยองและเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน โดยเขาสรุปสภาพของคนอธรรมไว้ 3 ด้านหลักๆ ดังนี้ครับ:
- เผชิญความทุกข์ใจและหวาดระแวงตลอดชีวิต: คนอธรรมจะไม่มีความสุขแท้จริง พวกเขาจะถูกทรมานด้วยความเจ็บปวดและชีวิตจะสั้นลง ลึกๆ จะเต็มไปด้วยความกลัว หวาดระแวงว่าหายนะหรือโจรจะมาปล้นสะดมอยู่ตลอดเวลา (“คนอธรรมทนระทมทุกข์อยู่ตลอดวันปีของเขา…” - โยบ 15:20)
- สูญเสียอย่างฉับพลันและไร้อนาคต: ทรัพย์สิน ความมั่งคั่ง หรืออำนาจที่คนอธรรมหามาได้จะไม่อยู่คงทน ชีวิตของเขาจะเหมือนต้นไม้ที่เหี่ยวแห้งไปก่อนเวลาอันควร ครอบครัวและวงศ์วานจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
- เก็บเกี่ยวสิ่งที่ตัวเองหว่านไว้: สภาพของพวกเขาเป็นไปตามกฎธรรมชาติอันตายตัวของพระเจ้า คือเมื่อหว่านความชั่วช้าและความล่วงเกินไว้ ผลลัพธ์ที่สะท้อนกลับมาก็คือความพินาศและความลำบากที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สรุปสั้นๆ คือ เอลีฟัสพยายามชี้ว่า คนอธรรมจะอยู่อย่างหวาดกลัว มั่งคั่งเพียงชั่วคราว และจบลงด้วยความพินาศย่อยยับ ซึ่งสภาพทั้งหมดนี้ เอลีฟัสจงใจพูดเพื่อเหน็บแนมและสะท้อนภาพชีวิตของโยบในขณะนั้นนั่นเองครับ

